คุณสมบัติของ Homing pigeon ที่มีสัญชาตญาณในการจำทิศทางบินกลับถิ่นกำเนิดได้

นกพิราบสื่อสาร (Homing pigeon) เป็นนกพิราบเลี้ยงที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Columba livia และด้วยคุณสมบัติเป็นนกที่มีสัญชาตญาณในการจำทิศทางบินกลับถิ่นกำเนิด (รังเกิด) ของตน และจำแหล่งที่เคยกินน้ำและเมล็ดธัญพืชได้อย่างแม่นยำ รวมทั้งยังบินได้เป็นระยะทางไกลๆ โดยไม่ต้องหยุดพักระหว่างทาง จึงทำให้มีผู้สนใจศึกษาจนสามารถปรับแต่งพฤติกรรมดังกล่าว ด้วยการคัดเลือกพันธุ์เลี้ยง บำรุงและฝึกฝนเพื่อใช้ประโยชน์ในการช่วยส่งข่าวสารกลับไปยังตำแหน่งที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้ได้ ดังนั้น นกพิราบที่จะใช้ส่งข่าวสารจึงจำเป็นต้องได้รับการฝึกหัดเป็นขั้นเป็นตอนจนบรรลุถึงเกณฑ์ก่อนที่จะนำไปใช้ในการทำงาน เช่น ใช้ให้นำจดหมายกลับบ้าน หรือส่งข้อมูลกลับเมื่อเจ้าของนำนกติดตัวไปทำธุรกิจที่อื่น แม้กระทั่งสามารถนำส่งข่าวสารสำคัญกลับไปยังหน่วยบัญชาการทางทหาร เป็นต้น สืบเนื่องจากการพัฒนากิจกรรมดังกล่าวนี้จึงได้มีกลุ่มผู้เลี้ยงนกพิราบต่างๆ และสมาคมนกพิราบสื่อสารจัดให้มีการแข่งขันนกพิราบเพื่อชิงรางวัลอยู่เสมอ มีหลักฐานบันทึกไว้ว่า ชาวอียิปต์โบราณเป็นผู้ริเริ่มใช้นกพิราบในการสื่อสารและกีฬาแข่งนก ซึ่งต่อมาเป็นที่นิยมกันมากในกลุ่มชาวกรีกและโรมัน และได้แพร่หลายไปจนถึงประเทศย่านตะวันออกกลาง กิจกรรมการฝึกนกพิราบเพื่อใช้ประโยชน์ได้รับการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ และเป็นที่นิยมกันถึงขั้นจัดตั้งขึ้นเป็นกิจการนกพิราบไปรษณีย์ (regular pigeon-post) ขึ้นในประเทศกลุ่มทวีปยุโรป รวมทั้งฝึกเพื่อนำไปสนับสนุนปฏิบัติการทางทหาร อย่างไรก็ตาม ต่อมากิจการนกพิราบไปรษณีย์ก็มีอันต้องยกเลิก เมื่อความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีการสื่อสารดีขึ้น การใช้นกพิราบไปรษณีย์เริ่มลดความต้องการลงเมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญในกรุงปารีส ใน ค.ศ.1870-1871 ที่ข่าวสารทางราชการจำนวน 150,000 ฉบับ และของเอกชนอีกจำนวนล้านฉบับถูกเปลี่ยนไปส่งแบบใหม่ สืบเนื่องจากการมีนโยบายเปลี่ยนสภาพข้าราชการที่ว่างงานให้ไปรับตำแหน่งบุรุษไปรษณีย์ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของบุรุษไปรษณีย์ ขณะที่ด้านการสงคราม นกพิราบสื่อสารมีส่วนร่วมในสงครามโลกทั้ง 2 ครั้ง

ประวัติศาสตร์ไทยในสมัยสุโขทัย

หลังจากมีการสถาปนาอาณาจักรสุโขทัยขึ้นเป็นราชธานี และมีพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ เป็นปฐมกษัตริย์แล้ว พระองค์ทรงดูแลพระราชอาณาจักรและบำรุงราษฏรเป็นอย่างดี พระมหากษัตริย์พระองค์ที่สาม พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ทรงพระปรีชาสามารถทั้งในด้านนิรุกติศาสตร์ การปกครอง กฎหมาย วิศวกรรม ศาสนา ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เป็นต้น ผลงานของพระองค์ที่ปรากฏให้เห็น อาทิ ศิลาจารึกที่ค้นพบในสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่อธิบายถึงความเป็นมา ลีลาชีวิตของชาวสุโขทัยโบราณ น้ำพระทัยของพระมหากษัตริย์ การพิพากษาอรรถคดี ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีผลงานทางวิศวกรรมชลประทาน คือ เขื่อนสรีดภงค์ที่เป็นการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในยามแล้ง มีการทำท่อส่งน้ำจากตัวเขื่อนมาใช้ในเมือง พระมหากษัตริย์ที่ทรงทำนุบำรุงศาสนามากที่สุดคือ พระเจ้าลิไท ในรัชสมัยของพระองค์มีการสร้างวัดมากที่สุด กษัตริย์พระองค์สุดท้ายในฐานะรัฐอิสระ คือ พระมหาธรรมราชาที่ 4 (บรมปาล) ต่อจากนั้น อาณาจักรได้ถูกแบ่งส่วนออกเป็นของอาณาจักรอยุธยา และอาณาจักรล้านนา จนในที่สุด อาณาจักรทั้งหมด ก็ถูกรวมศูนย์ เข้าเป็นดินแดนสวนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยา ความเจริญรุ่งเรือง ด้านเศรษฐกิจ สภาพเศรษฐกิจสมัยสุโขทัยเป็นระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม ดังข้อความปรากฏในหลักศิลาจารึกหลักที่ 1 “ใครจักใคร่ค้าช้างค้า ใครจักใคร่ค้าม้าค้า ใครจักใคร่ค้าเงินค้าทองค้า” และ “เมืองสุโขทัยนี้ดี ในน้ำมีปลาในนามีข้าว”

13 สัตว์โลกน่ารัก กับความร้ายกาจที่คาดไม่ถึงเราไปดูกันเลยว่าจะมีอะไรบ้าง

มีสัตว์โลกหลายชนิดบนโลกใบนี้ที่มีรูปร่างหน้าตาน่ารัก แต่สิ่งที่เห็นเป็นแค่เพียงลักษณะภายนอกเท่านั้น เพราะสัตว์หลายๆ ตัวที่เห็นใสๆ ไร้เดียงสา อาจมีความร้ายกาจซ่อนอยู่ภายในก็ได้ ดังนั้น ในวันนี้เราจึงมี 13 สัตว์โลกน่ารัก ที่มาพร้อมกับความร้ายกาจ มาให้เพื่อนๆ ได้ชมกัน จะมีสัตว์ชนิดไหนบ้าง และความดิบเถื่อน แข็งกร้าว และดุร้ายของแต่ละตัวคืออะไร ลองไปชมกันเลยมีสัตว์โลกหลายชนิดบนโลกใบนี้ที่มีรูปร่างหน้าตาน่ารัก แต่สิ่งที่เห็นเป็นแค่เพียงลักษณะภายนอกเท่านั้น เพราะสัตว์หลายๆ ตัวที่เห็นใสๆ ไร้เดียงสา อาจมีความร้ายกาจซ่อนอยู่ภายในก็ได้ ดังนั้น ในวันนี้เราจึงมี 13 สัตว์โลกน่ารัก ที่มาพร้อมกับความร้ายกาจ มาให้เพื่อนๆ ได้ชมกัน จะมีสัตว์ชนิดไหนบ้าง และความดิบเถื่อน แข็งกร้าว และดุร้ายของแต่ละตัวคืออะไร ลองไปชมกันเลย 1. โลมา โลมาที่แสนฉลาดและน่ารักสุดๆ แต่สำหรับเจ้าโลมาจมูกขวดนั้นกลับชอบทรมานสัตว์ที่มีขนาดเล็กกว่าเป็นว่าเล่น เช่น นกที่โฉบมาบนผิวน้ำ หรือลูกฉลาม เป็นต้น แล้วก็ไม่ใช่เพราะหิวหรือป้องกันตัว แต่ทำเพื่อความสนุกสนานของตัวมันเองล้วนๆ 2. นางอาย สัตว์ที่ดูเชื่องช้าไม่น่าจะมีความร้ายกาจอะไร แต่สามารถขับพิษจากบริเวณข้อศอก แถมยังนำไปผสมกับน้ำลายจนกลายเป็นสารพิษที่สามารถทำให้เหยื่อช็อกตายได้